ศูนย์รับแปลเอกสารและรับทำวีซ่า SPCENtER เพราะว่างานแปลภาษาคือภาระกิจหลักของเรา ยินดีให้บริการครับ ติดต่อศูนย์รับแปลเอกสารได้ที่
ที่อยู่สำนักงานรับแปลเอกสาร 888/10-11 ชั้น 4 อาคารมหาทุนพลาซ่าถ.สุขุมวิท แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
ดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ เว็บไซท์ http://www.spvisa-translations.com/รับแปลเอกสาร 
บล็อกนี้เขึยนขึ้นเพื่อให้ข้อมูลด้านการประกอบอาชีพระหว่างผู้รับแปลเอกสารหรือนักแปลภาษาและ
การเป็นนักเขียนที่ดูเหมือนว่าจะไปด้วยกันได้อย่างแนบแน่น
ด้วยเมื่อเร็วๆนี้ผมได้มีโอกาสหยิบหนังสือแปลภาษาวรรณกรรมเก่าๆมาปัดฝุ่น
อ่านใหม่ เช่นเรื่องเอรากอน และแฮรี่พอตเตอร์
พบว่าคนแปลเอกสารที่ถอดต้นฉบับจากภาษาอังกฤษเป็นไทยช่างแปลได้จับใจจริงๆ
อ่านแล้วมองเห็นภาพได้ตามตัวต้นฉบับ นำเราไปสู่จินตนาการอันลึกล้ำ
ราวกับมองเห็นภาพได้ว่าตัวละครกำลังประสบกับเหตุการณ์อะไร
มีรูปร่างลักษณะอย่างไร อาวุธที่ถือหน้าตาเป็นเช่นไร
เสื้อผ้าหรือสิ่งเล็กๆน้อยรอบตัวเป็นอย่างไร
นั่นนับได้ว่าเป็นหน้าและเป็นตารวมทั้งมันสมองอันปราดเปรื่องของผู้แปลอย่าง
แท้จริง อ่านต่อข้างล่างครับ ....
ก็
คงยอมรับกว่าจะประสบผลสำเร็จได้ดังใจที่จะเป็นนักแปลระดับนั้นได้
นอกจากการมีพรสวรรค์เป็นต้นทุน
สิ่งสำคัญที่จะขาดไปไม่ได้เลยก็คือความอดทนฝึกฝนฝนอย่างไม่เคยย่อท้อ
ก็ควรจะฝึกฝนเพิ่มเติมบางอย่างเพื่อสร้างหนทางลัดให้เร็วขึ้นและถูกต้องครับ
โดยเป็นเคล็ดลับจากนักเขียนชื่อดังหลายๆท่านสรุปรวมคร่าวได้ประมาณนี้ครับ
รักการอ่าน หยิบหนังสือในมือท่านขึ้นอ่านเถอะครับ ดีกว่าเอาไว้ติดศรีษะหรือกระโหลกด้านหลังเอาไว้หนุนนอน หุหุ อาทิเช่น
วี
ระศักดิ์ จันทร์ส่งแสง นักเขียนสารคดีอิสระ เจ้าของรางวัลชนะเลิศ
เซเว่นบุ๊ค อะวอร์ด ปี 2550 ประเภทสารคดี ผลงาน “ให้ความรักนำทาง”
เป็นผู้หนึ่งที่กล้ายืนยันว่าไม่มีนักเขียนคนไหนประสบความสำเร็จโดยไม่ผ่าน
การอ่านมาก่อน รวมถึงตัวเขาที่อ่านทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น บทกวี และอื่นๆ
หาแนวทางการเขียนก็คงไม่แตกต่างจากหาแนวทางการรับแปลเอกสารอันเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง โดยแปลภาษาให้มีสีสันเพื่อจับใจคนอ่านได้โดยความหมายไม่ผิดเพี้ยนได้
การ
จะเป็นนักเขียนนั้น สิ่งสำคัญจะต้องหาแนวของตัวเองให้เจอ
เพราะไม่อย่างนั้นจะหาดีสักอย่างไม่ได้
ซึ่งการที่จะเป็นนักเขียนนั้นต้องดูว่าตนเองชอบแบบไหน ถนัดแนวไหน
เมื่อรู้ว่าชอบหรือถนัดแนวไหน จงหมั่นฝึกหัดในแนวนั้นๆ
หรือหากไม่ชอบไม่ถนัด ก็สามารถที่จะเปลี่ยนไปลองเขียนแนวอื่นบ้าง
จนกว่าจะหาแนวที่ตนถนัดและชอบ
นักเขียนที่เป็นดาวรุ่งก็ต้องพยายามอย่างยิ่งยวดกว่าจะค้นพบแนวทางของตนเอง
ไม่ว่าจะเป็นลายเส้นอันเป็นอัตลักษณ์ของตนเองที่จับใจผู้อ่่าน
เฉกเช่นเดียวกันงานแปลเอกสารบางประเภทที่จำเป็นต้องอาศัยอารมณ์ความรู้สึก
ส่วนตัวของผู้แปลให้มีสีสรรมากกว่าปกติ อาทิเช่น แปลบทพากย์หนัง
แปลบทความเชิงการเมืองวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน แปลแผ่นพับโฆษณาดึงดูดผู้บริโภค
ก็ต้องมีสีสรรมากกว่าปกติด้วยนะครับ
สุด
ท้ายนี้ก็ลองหัดขีดๆเขียนๆพร้อมกับรักการอ่านๆไปด้วยเพราะว่าเป็นที่รู้กัน
ดีว่ามีความจริงอย่างหนึ่งที่น่าตกใจมากว่าสถิติคนไทยรักการอ่านเพียงแค่ปี
ละ 8 บรรทัดเมื่อหารเฉลี่ยโด่ยรวมต่อคนต่อปี หุหุ เหนือคำบรรยาย
เศร้าจนพูดไม่ออกเลยครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น